พลังใจจากปฏิหาริย์แรก
     
ย้อนรอยไปเมื่อครั้นเริ่มก้าวเดินเข้าสู่วงการศิลปะมาเป็นศิลปินเป็นสล่า ที่ใครหลายคนมองว่าเป็นคนเก่งดีมีพรสวรรค
์ ไม่ธรรมดา ไม่บ้าแต่ก็ไม่ปรกติ ฯลฯ  ในช่วงเวลาที่ดิฉันยินดีทิ้งอาชีพเดิมที่มีเงินเดือนสูงลิบ มีบริวารและผู้ร่วมงานมากมาย
ในช่วงเวลานั้นสำหรับดิฉันมันโหดและมันส์เป็นที่สุด เริ่มแรกของการอยู่อย่างศิลปินนั้นช่างมีความสุข สนุกและสะใจ
เป็นอะไรที่จะไม่ลืม  2ปี สำหรับการทดลองทดสอบดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้...อยู่ได้และได้อยู่......กับสิ่งที่รัก
และเป็นที่น่าประทับใจว่าดิฉันไม่เคยขายงานศิลปะที่สร้างด้วยฝีมือตนเองเลยสักชิ้นเดียว
ในความพยายามจัดกิจกรรมเพื่อแสดงและจำหน่ายผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องนั้น ดิฉันไม่เคยขายงานของตนเองได้เลยสักครั้ง
ตรงกันข้ามกลับสามารถนำเสนอ บรรยายและขายผลงานให้เพื่อนๆศิลปินในกลุ่มได้เป็นอย่างดี
หรือที่แท้จริงแล้วคนเราจะเขินและอายที่จะต้องโม้หรือโฆษณาเรื่องของตนเอง(แต่มันไม่จริงในโลกของคนเป็นศิลปิน)

      
มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อดิฉันรับอาสาเป็นคนจัดงานแสดงศิลปะของกลุ่มสล่า ในโรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนสุรวงค์
โรงแรมแห่งนั้นมีอารมณ์ของการรอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรมจึงเน้นตกแต่งด้วยวัตถุโบราณ บริเวณล็อบบี้นั่นเอง
มี  
องค์พระพิฆเณศมีลักษณะหินทรายศิลปะแบบขอมค่อนข้างเก่า  ตั้งวางอยู่
ในวันแรกที่ดิฉันเดินเข้าไปยังโรงแรมเมื่อเห็นท่านก็เดินตรงเข้าไปและยกมือขึ้นไหว้เพื่อสักการะตามธรรมดา
ของคนไม่ลบหลู่สิ่งใด ในงานนั้นดิฉันสามารถการจัดแสดงผลงานและดำเนินการทุกอย่างได้อย่างราบรื่นสมบูรณ์
ทั้งยังสามารถขายผลงานให้สมาชิกในกลุ่มได้อย่างเคย ในวันที่ลูกค้ารายใหญ่นัดเพื่อมารับผลงานและชำระค่าผลงานนั้น
ดิฉันยังสามารถขายเพิ่มให้เพื่อรุ่นพี่ได้อีกสองชิ้
น โดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะขายงานของตนเองได้เลย 
ในความปิติยินดีที่สามารถ
ช่วยขายทำให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เลี้ยงชีพได้นั้น
ความรู้สึกหดหู่และท้อถอยที่บ่มอยู่ก็บังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นอีกครั้ง
นาทีนั้นดิฉันถามตัวเองว่า จะทำอย่างไรต่อไป? จะไหม ? อะไร ?ทำไม? ยังไง? หลายคำถามที่ยิงเข้าไปถามตัวเอง
การยิงและเอาอะไรใส่เข้าหาตัวเองมากๆนั้นทำให้เกิดอาการมึนงง เหมือนคนเมา คนเวลาเมามักจะทำอะไรที่ไม่ได้คาด
หรือเตรียมการไว้ก่อน นาทีแห่งความมึนงงกับคำถามอยู่นั้น สิ่งที่ดิฉันทำคือ
...เดินตรงเข้าไปยังองค์พระพิฆเณศที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงล็อบบี้ นั่งลงคลุกเข้า ยกมือขึ้นไหว้
ไม่สนใจฝรั่งที่นั่งอยู่ตรงนั้น ดิฉันกราบลงที่พื้นแล้วกล่าวในใจว่า
 
 “ ข้าแด่องค์พระพิฆเณศ ตอนนี้ลูกกำลังแย่หากท่านเห็นว่าลูกสมควรที่จะเผยแพร่และสร้างงานศิลปะต่อไป  
 ขอพระองค์โปรดให้พรแก่ลูก ให้ลูกขายงานได้  ขอให้มีทุนเพื่อสร้างงานต่อไปด้วยเถิด”

  ในตอนนั้นดิฉันมิได้ท่องหรือสวดมนต์ใดเลยเพราะยังสวดไม่เป็น
สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นคือตั้งใจให้นิ่งที่สุด ดิฉันเดินออกมาจากจุดที่ตั้งวางองค์พระพิฆเณศจนถึงมุมที่แสดงงานของตัวเอง
ใช้เวลาในการก้าวเดินประมาณ5-7นาที พบลูกค้ารายใหญ่คนเดิมอยู่ท้าวสะเอวอยู่ตรงนั้น
เธอยกขวดน้ำเย็นดื่มอย่างสบายใจในท่ามีความสุข
อมยิ้มที่มุมปากท่าทางกร่างแบบจะหาเรื่องแล้วพูดขึ้นว่า “นี่คุณ !งานคุณเนี่ย ชิ้นไหนรักน้อยที่สุดขายให้ชั้นได้มั้ย”
ดิฉันยืนนิ่งเพราะอึ้งกับประโยคคำพูดแต่มิใช่ประโยคที่ได้ยินเมื่อตระกี้ ....
แต่เป็นประโยคที่ได้พูดขอต่อองค์พระพิฆเณศไปเมื่อไม่ถึง 10 นาทีที่แล้ว
ประโยคแรกที่ดิฉันพูดกับลูกค้าคือ “พี่ขอเวลาหนูอึ้งสักแป๊ปนะ” ในวันนั้นดิฉันมิได้บอกถึงสิ่งปฎิหาริย์  10นาทีแก่ลูกค้า
ไม่ถามว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อของดิฉัน เพราะดิฉันรู้ดีว่าลูกค้าอยากจะช่วยซื้องานของดิฉันเป็นสาเหตุสำคัญ

...สำหรับดิฉันนี่คือคำตอบที่ถูกถามมาตลอดสองปี....

.......ลูกขอบคุณพ่อที่ทำให้ลูกมีลูกค้าคนแรกในชีวิต ......

ปฏิหาริย์แห่งพระคเณศ

Miracle of Ganesh