สล่าวารินทร์กำลังวาดภาพนิมิตแรก
นิมิตเห็นเป็นภาพ
     

      ตลอดระยะเวลา4 ปีที่เป็นคนสร้างงานศิลปะ ดิฉันพบความสุขที่แท้จริง สุขที่ได้เป็นตัวเรา ได้อยู่และได้ทำสิ่งที่รักและศรัทธา
เป็นความสุขที่ทำให้ทุกขั้นตอนการทำงาน การคิด การลุยเป็นเรื่องสนุก ความสุขที่สามารถแปลงร่าง
เจ้าปัญหาตัวใหญ่ให้กลายเป็นเจ้าปัญหาตัวเล็กจิ๊บจ๊อยน่าสนุก   ดิฉันยังจดจำวันแรกที่ได้เป็นคนศิลปะได้แม่นยำ
ในวันนั้นคือวันที่ดิฉันขอตัวเป็นศิษย์ของสล่าเพชร วิริยะ สล่าแกะสลักช้างไม้แห่งบ้านจ๊างนัก
ครูเตรียมดอกไม้ธูปเทียนและเครื่องไหว้ตามอัตถภาพ ดิฉันทำพิธีขึ้นขันตั้งคือการไหว้ครูในแบบพื้นบ้านล้านนา
โดยมีองค์พระคเณศเทพแห่งศิลปะวิทยาเป็นประธานเป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของคนศิลปะ

                                                        ภาพขององค์พระคเณศซึ่งเป็นไม้แกะสลักฝีมือ

                                                        การแกะของสล่าเพชร วิริยะนั้นได้ถูกฝังให้ติด

                                                        ตาตรึงใจดิฉันไปตลอดเวลา  เป็นเหตุเป็นภาพจูงใจ

                                                        ให้ระลึกและตื่นตัวที่จะค้นหาข้อมูลเพื่อการ

                                                         สักการะอย่างถูกต้อง และเป็นเรื่องแปลกที่ดิฉัน

                                                         สามารถจดจำบทสวดสรรเสริญพระคเณศได้

                                                         อย่างรวดเร็วและราบรื่นในเวลาที่ได้สวดระลึก

                                                         ถึงท่านจนกลายเป็นปรกตินิสัย
พระพิฆเณศไม้แกะสลักผลงาน สล่าเพชร วิริยะ

ในวันที่15 มิถุนายน 2550 เป็นวันเปิดงานแสดงผลงาน “พลังหญิงพลังศิลป์” เป็นการรวมตัวของศิลปินหญิงในประเทศไทย
เพื่อจัดกิจกรรมและแสดงผลงานศิลปกรรมร่วมกัน ในวันนั้นดิฉันมีหน้าที่กล่าวในพิธีเปิดงานในฐานะเป็นผู้จัดทำโครงการนี้
ในช่วงระยะเวลาของการกล่าวเพื่อขอบคุณดิฉันไล่เรียงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างราบรื่น
จนถึงช่วงสุดท้ายของการกล่าวโดยรู้สึกว่าควรจะต้องจบการกล่าวได้แล้ว
ในช่วงเวลานั้นมีบางอย่างปรากฏเป็นภาพประจันขึ้นเต็มหน้าดิฉัน ภาพนั้นเป็นภาพขององค์พระคเณศเต็มพระพักตรสีขาว
ดิฉันตั้งสติอย่างรวดเร็วและกล่าวกับผู้ร่วมงานทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นผ่านไมล์โครโฟนว่า
“มีอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่พวกเราชาวศิลปะจะต้องขอบคุณ ท่านเป็นเทพแห่งศิลปะท่านคอยดูแลปกป้อง
และประธานพรให้แก่พวกเราให้ได้สร้างสรรค์และสร้างพลัง
หญิงพลังศิลป์ในครั้งนี้ได้อย่างสำเร็จสมบูรณ์
ขอให้ทุกท่านในที่นี้ได้สงบจิตและระลึกถึงท่านไปพร้อมกับดิฉัน.....โอม  ศรี คเณศายะ นะมะฮา.....”

ดิฉันจบการกล่าวพร้อมกับการสงบนิ่งของบรรดาผู้ร่วมงาน
              
ตลอดระยะเวลาของการจัดกิจกรรมและแสดงผลงานศิลปะ ทุกอย่างเป็นไปอย่างดี ในวันที่19 มิถุนายน 2550
  ดิฉันทำการสาธิตการสร้างงานศิลปะอย่างสนุกสนานและหยุดสายตาผู้คนได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่ที่แตกต่างคือในการทำงานของวันนี้ช่างมีความสุข มีเพื่อนรุ่นน้องที่รักกันมากมาร่วมสาธิตกันอย่างสนุกสนาน
และได้ผลงานแปลกๆค่อนข้างเยอะ ในช่วงเวลาประมาณบ่ายกว่าๆ ดิฉันทำการสาธิตงานในลักษณะการแยก
และทำปฎิกิริยากันระหว่างสีที่มีเนื้อต่างวัสดุกัน  เสริมด้วยเทคนิคการทำงานแบบสีน้ำในงานสีอะคริลิคบนแผ่นไม้
โดยเน้นสีดำและทองเป็นประธาน สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนชิ้นงานของดิฉันคล้ายกับเป็นภาพของอีกห้วงมิติ
มีความมะลังมะเลืองทับซ้อนราวกับเป็นภาพแห่งภพภูมิบนสรวงสวรรค์ ดิฉันรู้ดีว่านี่คือความปิติสุขที่เป็นแก่นใจสำคัญ
ที่ทำให้คนศิลปะหลงใหลในวิถีของการสร้างงาน  ในลักษณะการทำงานแบบนี้เราจะเรียกว่างานแบบฉับพลันรวดเร็ว
( Expressionism)  การสร้างงานอย่างฉับพลันมั่นใจนี้สำหรับดิฉันแล้วเป็นเรื่องที่วิเศษมากในสถานการณ์น
ี้จะเกิดความสนุกเพลิดเพลินไอเดียบันเจิดอย่างต่อเนื่องและด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่จะต้องรอเวลาให้เนื้อสีในชั้นแรกแห้งเ
พื่อการแต่งเติมงานในขั้นตอนต่อไปนั้น ไม่ว่าเฟรมผ้าใบแผ่นไม้หรือแม้นกระทั่งแต่เศษผ้าที่อยู่ในบริเวณนั้น
จะถูกดิฉันจัดการเสกสันสีลงไปอย่างต่อเนื่องจนกว่า ความรู้สึกบันเจิดจะคลี่คลายและผ่อนลง 
ในขณะที่ดิฉันสนุกกับการขึ้นสีพื้นชิ้นใหม่อยู่นั้น ก็มีจังหวะที่จะต้องหันกลับไปเพื่อเลือกสีและพู่กันตัวใหม่
ในการหันกลับไปในครั้งนี้ดิฉันเหลือบเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นบนแผ่นไม้ที่ถูกลงสีพื้นผึ่งตั้งเพื่อรอแห้งอยู่นั้น
แผ่นไม้ที่ดิฉันลงสีรอไว้สักครู่นั้นขณะนี้ปรากฏภาพขององค์พระคเณศยืนอยู่ในลักษณะครึ่งองค์วรกายโปร่งแสงสีขาวฟุ้งฝัน
 ดิฉันยืนเพ็งเพื่อหาคำตอบว่านี่คือการเห็นด้วยนิมิต หรือมองเห็นด้วยปรกตินิสัยศิลป์ตามจินตนาการกลุ่มมวลสี
หรือนี่เป็นภาพจากอาการเบลอด้วยการลุกนั่งทำงานมาตลอดทั้งวัน  ดิฉันได้คำตอบว่าไม่ว่าจะเห็นด้วยอะไรก็ตามจะขอวาดรูปที่เห็นน
และจะวาดเดี๋ยวนี้ก่อนที่ภาพนั้นจะเลือนลางและจางไปจากจินตนาการ  ดิฉันวางชิ้นงานอื่นและหันหลังให้แก่ผู้ชมงาน
นำขวดสีและแก้วใส่พู่กันวางกั้นไว้ด้านหลังเพื่อขออนุญาติผู้ชมงานให้ยืนดูอยู่ห่างๆโดยไม่ต้องการสนทนากับใคร ดิฉันใช้เวลาประมาณ
สามชั่วโมงในการวาดภาพที่เห็น เป็นการวาดภาพที่รื่นไหล ไร้ขอบเขต ไร้กฎเกณฑ์ของวิชาการ
ใดๆ
ปิติสุขที่เกิดจากการได้เห็นจินตนาการนั้นสมบูรณ์ขึ้น สมบูรณ์ขึ้น จนเกิดความพอใจสมบูรณ์
หลังจากช่วงเวลานั้นดิฉันไม่ต้องการแต่งเติมสิ่งอื่นใดอีกแล้ว ด้วยรู้สึกว่าภาพนี้จะเกิดขึ้นและสำเร็จที่นี่เวลาน
.....ในระยะเวลาสามชั่วโมงที่ดิฉันเพลิดเพลินกับการวาดภาพพระคเณศนั้น มีลูกค้ามายืนดูอย่างสงบ
และสนใจซื้อภาพวาดของดิฉันที่จัดแสดงอยู่ภายในงาน เป็นการตัดสินใจเสพซื้อศิลปะที่ราบรื่นและชื่นมื่นทั้งสองฝ่าย
โดยมิได้สร้างความรบกวนสมาธิในการวาดภาพแต่อย่างใด กลับเป็นการเติมพลังในการวาดภาพครั้งนี้อย่างเข้มข้นขึ้น
ในช่วงเวลาเดียวกันมีคุณลุงคนหนึ่งมาเฝ้ายืนดูอยู่เงียบๆ เดินออกไปและกลับมาอีกครั้งคล้ายกับว่าจะรอจนกว่าจะวาดภาพเสร็จ
เมื่อสบโอกาสคุณลุงบอกกับดิฉันว่า “ลุงก็เห็นอย่างนี่เหมือนกัน ทำต่อไปนะลูกมาถูกทางแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆ”
ดิฉันสนทนากับคุณลุงด้วยความสุขและนิ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะอ่อนแรงกับการใช้พลังไปกับภาพวาด 















                                

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ดิฉันกลับมาตั้งหลักด้วยความมั่นใจในความสามารถและฝีมือด้วยต้องจะวาดอีก และก็เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่า
แม้นร่างกายจะพร้อมจินตนาการจะเต็ม ดิฉันก็ไม่สามารถวาดภาพที่ตั้งอยู่ตรงหน้าได้ ดิฉันร่างแล้วร่างอีก
ลบแล้วลบอีก เล็งแล้วเล็งอีกตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนเกือบเที่ยงคืน จึงตรองคิดและตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะขออนุญาตท่าน
กับคำอธิฐานพร้อมกำยานอย่างตั้งใจว่า “ลูกขออนุญาตวาดรูปพ่อสวยๆ สัก20รูปให้คนได้เห็นในบารมีของพ่อ
ขอพ่อให้อนุญาติและประธานพรแก่ลูกให้ทำได้สำเร็จด้วยเถิด”
และก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ดิฉันสามารถวาดภาพที่ตั้งรออยู่นั้นได้อีกครั้ง
อย่างสมบูรณ์ รื่นไหล จนไม่เหลือสิ่งใดที่อยู่รอบข้างเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านสตาร์ทรถเพื่อไปทำงาน  ดิฉันถอยสติออกมาจากความเพลิดเพลินนั้น
พิจารณาถึงชิ้นงานตั้งใจทำต่อจนสำเร็จอย่างปิติสุข นับจากวันนั้นดิฉันสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับองค์พระคเณศได้อย่างเป็นสุขและราบรื่น
นับเวลาจากวันนั้นผ่านไป 10 เดือนดิฉันสร้างภาพพระคเณศได้ถึง 56 ชิ้นงาน
จนเกิดนิทรรศการที่ชื่อว่า
“มหาคเณศิลป์” สุนทรียจินตนาการจากพลังศรัทธาสู่งานศิลป์ขึ้นในเวลาต่อมา

                                                                                  ปัจจุบันภาพแรกที่ดิฉันวาดมีชื่อว่า “นิมิตแรก”                                    

                                                                                  เป็นภาพที่ดิฉันนำมาเป็นองค์ประธานสำหรับการ   

                                                                                  กราบไหว้สักการบูชาท่าน ดิฉันจะนำภาพนี้ไปด้วย

                                                                                  ทุกครั้งที่มีการจัดแสดงงานและยังเป็นภาพที่

                                                                                  บรรดาเพื่อนๆศิลปินในกลุ่มรู้จักและทำกาสักการะ

                                                                                  อยู่อย่างสม่ำเสมอ.



ภาพนิมิตแรก
             ปฏิหาริย์แห่งพระคเณศ

    Miracle of Ganesh  โดย สล่าวารินทร์