click for bigclick for bigclick for big


ในวันบวงสรวงพระคเณศ

            

        ในการจัดแสดงผลงานศิลปกรรมศรัทธาชุด “มหาคเณศิลป์”ของดิฉันนั้นเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของจินตนาการจากความเคารพศรัทธาต่อองค์พระคเณศโดยสื่อออกมาเป็นผลงานศิลปกรรม ดิฉันระลึกเสมอว่าท่านเป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์และด้วยความศรัทธาอย่างสมบูรณ์นั้นเองทำให้ดิฉันสามารถสร้างสรรค์และสะสมภาพผลงานได้เกือบ 60 ชิ้นงานในเวลาไม่ถึง 1 ปี ตลอดระยะเวลาแม้นดิฉันจะไม่ยอมขายชิ้นงานในชุดนี้เลย ดิฉันก็สามารถหารายได้จากทางอื่นและขายผลงานอื่นๆได้...อยู่ได้และได้อยู่....อย่างไม่ลำบากนัก ทั้งยังได้พบกับบุคคลและองค์กรที่ยินดีช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อนิทรรศการศิลปกรรมขององค์พระคเณศนั้นเกิดขึ้น ดิฉันระลึกได้เสมอว่านี้คือพรที่ท่านประทานให้ดิฉันสามารถผ่านอุปสรรค์ทั้งหลายอย่างราบรื่น ดิฉันจึงต้องการที่จะทำพิธีบวงสรวงผลงานเพื่อขอพร ขออนุญาตท่านเพื่อจัดแสดงผลงาน ขอให้ผู้คนที่ได้เห็นได้พบกับภาพของท่านนั้นได้ประจักษ์ ได้เห็นในบารมีของพระองค์ขอให้เจ้าของมารับภาพไปเพื่อสักการบูชา ขอให้นำภาพไปไว้ในที่ดีที่เหมาะสม พิธีบวงสรวงจึงถูกจัดขึ้นที่บ้านของดิฉันเอง โดยเชิญรุ่นพี่ชื่อพี่หนึ่ง เป็นคนเชียงใหม่เหมือนกันมาทำพิธีให้ที่บ้าน เป็นพิธีเล็กๆมีเพียงคนสนิท6คนซึ่งศรัทธาองค์พ่อเหมือนกัน เมื่อพี่หนึ่งมาถึงด้วยรอยยิ้ม พี่หนึ่งบอกว่านี่เป็นครั้งที่สองที่จะได้ทำพิธีใหญ่ หันมามองหน้าดิฉันแล้วพูดว่า “ไม่ได้ใหญ่ด้วยงานใหญ่นะที่ว่าใหญ่เพราะศรัทธา..”บ้านของดิฉันเป็นทาวน์เฮาส์สี่ชั้น  ดิฉันใช้ชั้นแรกเป็นพื้นที่สำหรับทำพิธี

ในวันนั้นแม้นคนจะไม่เยอะแต่ทุกคนช่วยกันจัดการคนละไม้คนละมือทุกอย่างเสร็จได้ในเวลารวดเร็ว ลงตัวเป็นที่พอใจ ในขณะที่ทุกคนนั่งประชุมรวมกันเพื่อรอเวลาฤกษ์เหมาะ ดิฉันรู้สึกได้ว่าอากาศในตอนนั้นช่างเย็นสบายต่างจากทุกวัน มีสายลมพัดผ่านเข้ามาในตัวบ้านอย่างเป็นจังหวะทั้งที่นอกตัวบ้านอากาศแสนร้อนระอุ พิธีกรรมเริ่มขึ้นอย่างราบรื่นนิ่งเป็นสงบ ภาพผลงานของดิฉันถูกร่ายบทสวดมนต์และเจิมด้วยผงสีแดงที่ละภาพ ที่ละภาพจนครบจำนวนภาพที่จัดวางอยู่ตรงนั้น ..พี่หนึ่งซึ่งในขณะนั้นมีสำเนียงและเนื้อเสียงที่เปลี่ยน พูดขึ้นว่า “ข้างบนบ้านสองรูปนั้นเอาลงมาด้วย” สมาชิกในกลุ่มหันมาถามดิฉันว่ามีจริงเหรอ ดิฉันตอบว่ามี ภาพบนบ้านนั้นเป็นภาพที่ดิฉันกำลังวาดอยู่ยังไม่เสร็จดิฉันจึงมิได้นำลงมาทำพิธีด้วย แต่ที่ทุกคนแปลกใจคือพี่หนึ่งยังไม่ได้ขึ้นไปบนบ้านและยังไม่เคยมาบ้านดิฉันเลย หลังจากที่พี่หนึ่งเจิมทั้งสองภาพแล้วก็พูดขึ้นอีกว่า

 “รูปข้างหลังตู้นั้นเอามาด้วย” ดิฉันคิดตามเพราะไม่แน่ใจว่ายังมีภาพหลงเหลืออยู่แต่เนื่องด้วยรูปมีจำนวนมากและพื้นที่ค่อนข้างคับแคบเมื่อมีการจัดพิธีจึงตัดสินใจเลื่อนโต๊ะซึ่งวางอยู่หลังโต๊ะบวงสรวง และได้เห็นว่ามีอีกภาพหนึ่งซ่อนอยู่ตรงนั้น สมาชิกช่วยกันนำภาพนั้นออกมาเพื่อทำพิธีต่อ “รูปใต้โต๊ะนั่นเอามา” เป็นประโยคต่อมา ดิฉันรู้ได้ทันทีว่านั่นคือรูปโปสการ์ดที่ดิฉันทำเก็บไว้เพื่อแจกในงานนิทรรศการ สมาชิกช่วยกันนำกล่องโปสการ์ดออกมาด้วยแววตาที่บอกถึงความระทึกใจ “รูปข้างหลังนั่นเอาออกมา” เสียงของพี่หนึ่งดังขึ้นอีกครั้งตอนนี้ดิฉันนึกไม่ออกจริงๆ จึงปีนเข้าไปข้างหลังโต๊ะบวงสรวงเพื่อมองหาภาพนั่นแต่ไม่พบ พบเพียงภาพถ่ายผลงานที่ดิฉันสอดไว้ใต้กระจกบนโต๊ะทำงาน จึงดึงภาพนั่นออกมาเพื่อทำพิธีต่อ แต่ในใจดิฉันยังขัดเคืองและได้พบภายหลังว่ายังมีรูปโปสเตอร์ตกหลบอยู่ในหลืบหลังตู้นั่นจริงๆ ในพิธีบวงสรวงนั้นมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเกือบกั้นน้ำตาไม่อยู่คือคำของพี่หนึ่งที่บอกว่า “ทำต่อไปลูกทำไป ทำดีแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น พ่ออยู่ด้วยตลอด ไม่ต้องสนคำใคร ไม่ต้องสนคนนินทาว่าร้าย จะดีจะเด่นคนเห็นเป็นอิจฉามันเรื่องธรรมดาไม่ต้องไปใส่ใจ ” หลังจากที่ดิฉันได้ทำพิธีบวงสรวงแล้วดิฉันรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่งโลงใจ และรู้สึกได้ว่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นหลังจากนี้ไป

             ปฏิหาริย์แห่งพระคเณศ

    Miracle of Ganesh  โดย สล่าวารินทร์