ในวันที่ 7 มิถุนายน 2550 เป็นวันพฤหัสบดีซึ่งดิฉันจะไหว้พระคเณศเป็นประจำสม่ำเสมอ วันนั้นดิฉันเตรียม นมสด น้ำแดง น้ำเปล่า และดอกดาวเรือง กำยานกลิ่นที่ชอบ
เพียงแต่ความรู้สึกและองค์ประกอบไม่เหมือนปรกติอย่างเคย ในช่วงเวลาของการบูชาท่านนั้น ดิฉันรู้สึกถึงความวังเวงและหดหู่ ในคืนนั้นรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิด
มีความรู้สึกอยู่เป็นระยะๆว่าพรุ่งนี้ไม่อยาก ถึงไปก็ไม่ได้ทำงาน ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เสร็จ....แต่ก็ต้องข่มตาหลับเพื่อให้ร่างกายเต็มสำหรับการ..ขับรถ
รุ่งเช้าของวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2550 ดิฉันตื่นนอนด้วยอาการหงุดหงิดเช่นเดียวกับก่อนนอน ในวันนี้ดิฉันต้องเดินทางไปยังคลอง11 จังหวัดปทุมธานี
ีเพราะรับปากบุคลสำคัญไว้ว่าจะไปช่วยงานพร้อมผู้ช่วยหนึ่งคน ดังนั้นดิฉันจึงนัดหมายลูกค้าเพื่อจะนำผลงานที่ชื่อ “คชามหาเทพ”
ไปส่งลูกค้าซึ่งคนสุดท้ายจากนิทรรศการ “มหาคเณศิลป์” ที่คลอง 5 ซึ่งเป็นทางผ่าน ภาพของท่านถูกจัดวางไว้ที่เบาะนั่งหลังดิฉัน พร้อมข้าวของจำนวนมาก
ดิฉันเริ่มสตารท์รถและมีอาการกระตุกที่หางตาซ้าย ดิฉันใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์จากถนนรามอินทราเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจร แต่ช่างเป็นวันที่โชคไม่ดีมีอุบัติเหตุบนมอเตอร์เวย์
ทำให้ต้องคืบคลานอยู่บนถนนเส้นนั้นร่วม 2ชั่วโมง ตาซ้ายของดิฉันกระตุกแรงขึ้นแรงขึ้นจนต้องเอานิ้วกดไว้เพื่อคลายความเจ็บผนวกอาการปวดปัสสาวะของทำให้ดิฉันเครียดมากขึ้น
เข็มขัดนิรภัยของดิฉันถูกดึงออก 2 ครั้ง เพื่อลดการกดทับบริเวณท้องน้อย ดิฉันรู้สึกกังวลและใส่เข็มขัดคืนทุกครั้ง จนครั้งที่3 ที่ดิฉันดึงเข็มขัดแบบผ่อนสายไม่ให้ตึงเกินไป
โดยในใจคิดเสมอว่าอย่าเอาเข็มขัดออก เวลา 2 ชั่วโมงการที่ต้องคืบคลานและจอดแน่นิ่งบนถนนเส้นนี้ร่วมกับการปวดท้องทำให้ดิฉันหงุดหงิด ดิฉันคิดในใจว่าหากออกจากถนนเส้นนี้ได้..
จะพุ่งไปหาห้องน้ำให้เร็วที่สุด มีเสียงพูดคุยสนุกสนานจากนายมุ้ยลูกน้องเพื่อหวังจะให้คลายบรรยายกาศตึงเครียด จนเมื่อเคลื่อนรถจึงจุดที่เกิดอุบัติเหตุก็มองเห็นรถบรรทุกต้นเหตุ
ุตระแครงขวางถนนอยู่ ดิฉันหันไปถามนายมุ้ยด้วยความข้องใจว่า..ดูสินั่นลงไปท่าไหนหละนั่น.......ทั้งๆที่พึ่งพบเหตุเหตุการณ์มาสดๆร้อนๆ ดิฉันก็ยังตั้งใจที่จะเหยียบคันเร่ง
เมื่อพ้นออกจากถนนดังกล่าวและมุ่งตรงไปยังถนนเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ดิฉันคุ้นเคยและรู้ดีว่าถนนเส้นนี้มีผู้คนสัญจรน้อย เนื่องด้วยเป็นถนนชุมชนมีเลนเดียว
และตลอดระยะทางเป็นเนินดินสลับกับทุ่งนา ด้านซ้ายมือเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูง ด้านขวามือนั้นเป็นกำแพงตระแกรงเหล็กกั้นถนนมอเตอร์เวย์ไว้ตลอดระยะทาง ด้วยความที่ต้องการ
ไปยังเป้าหมายดิฉันเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วสูง …และสิ่งที่ทำให้ดิฉันสะดุ้งเฮือกก็เกิดขึ้นเมื่อรถดิฉันแฉลบลงด้านขวาที่มีลักษณะต่างระดับลงไป ด้วยลักษณะล้อรถที่ใหญ่จึงเกิดเสียงดัง
ดิฉันตกใจและหมุนพวงมาลัยคืนมาด้านซ้ายอย่างแรง รถกลับขึ้นมาอยู่บนถนนด้วยอาการควบคุมไม่ได้ ดิฉันไม่สามารถควบคุมรถที่วิ่งในลักษณะเป็นงูได้
โดยไม่รู้เลยว่าในตอนนั้นเหยียบคันเร่งหรือเบรก เสียงนายมุ้ยดังขึ้นว่า พี่ระวัง..ระวัง...ระวัง... ในขณะที่ดิฉันพยายามประคองรถจนรู้สึกว่ารถเซน้อยลง ...แต่ทันใดนั้นสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
รถที่มีท่าทางจะควบคุมได้ก็หักพวงมาลัยเข้าซ้ายในทันที สิ่งที่ดิฉันเห็นอยู่เต็มหน้าคือ เสาไฟฟ้าต้นใหญ่ รถพุ่งด้วยความแรงตรงไปที่เสาไฟฟ้านั้น
นาทีนั้นดิฉันร้อนวูบที่ต้นแขนทั้งสองความคิดที่ว่าไม่ได้ลาแม่แน่ก็แวบเข้ามาในเสี้ยววินาทีนั้นเองสิ่งหนึ่งโผล่เข้ามาในห้วงคิดแบบฉับพลันก็คือ “องค์พระพิฆเณศ”
ดิฉันตะโกนสุดเสียงว่า “พ่อไม่เอาเสา” ในตอนนั้นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกเห็นคืออาการหมุนรอบตัวเอง หมุนเป็นวงกลมอย่างนั้นสามรอบ ดิฉันมองเห็นสีน้ำตาลและดำกำลังหมุนม้วนอยู่ด้านหน้า
ดิฉันรู้สึกมึนแต่ระลึกรู้ว่านี่เรากำลังข้ามภพ สิ่งที่รู้สึกได้หลังการหยุดหมุนคือภาพด้านหน้าที่ครึ่งล่างเป็นสีน้ำตาลคล้ายน้ำ ด้านบนเป็นสีฟ้า ในนาทีนั้นดิฉันรู้ได้เองในทันใดว่าอยู่ในน้ำ
จึงหันไปหาลูกน้องและตะโกนถามว่า “มุ้ย..ยังอยู่มั้ย” นายมุ้ยในอาการจับเข็มขัดหน้าซีดอย่างแน่น สะบัดหน้าเหมือนเรียกสติร้องว่า “อยู่พี่อยู่” ดิฉันสั่งให้นายมุ้ยกดกระจกโดยเร็ว
เพราะหากว่าอยู่ในน้ำจริง สิ่งที่ต้องทำเร็วที่สุดคือเอาตัวออกจากรถ ขณะที่กดกระจกอย่างเร็วนั้นทุกระบบของรถก็ดับ รถดีดตัวขึ้นมาเหนือน้ำอาจเป็นเพราะการเปิดกระจก
ดิฉันสั่งให้มุ้ยปีนขึ้นไปบนหลังคารถ ในตอนนั้นน้ำยังไม่เข้ามาในตัวรถดิฉันถอดเข็มขัดและหันไปคว้ารูปพระคเณศ ส่งขึ้นไปบนหลังคา นายมุ้ยรับอย่างรวดเร็วและมีสติ
ดิฉันลำเอียงข้าวของทั้งโน๊ตบุ๊ค กระเป๋าเอกสาร วิทยุ กระเป๋าตัง จนเกือบหมดอย่างรวดเร็ว เสียงนายมุ้ยตะโกนบอกให้ดิฉันออกมาจากรถดังอยู่ตลอดเวลาที่ดิฉันส่งของออกจากรถ
ในขณะตัวรถเริ่มเอียงลงน้ำเริ่มเข้าตัวรถฝั่งที่ดิฉันนั่ง ดิฉันนึกถึงเอกสารสำคัญที่อยู่หน้ารถ จึงเอื่อมแขนไปดึงเบาะรองนั่งด้านหลังเพื่อเอามากั้นน้ำที่กำลังทะลักเข้ามาด้านข้างลำตัว
พร้อมกับเปิดช่องเก็บของควานหาซองเอกสารและโยนขึ้นไปบนหลังคา ในจังหวะนั้นดิฉันยังมีสติรู้ว่าต้องเข้าเกียรว่างและดึงกุญแจรถ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะน้ำเข้ามาเกือบท่วมตัว
จึงรีบเอาตัวเองออกมาอยู่บนหลังคารถกับนายมุ้ย ในขณะนั้นเองมีผู้ชายท่านหนึ่งขับรถตามและรีบจอดเพราะเห็นเหตุการ์ณโดยตลอด พี่ผู้ชายตะโกนถามว่า “มากี่คน รีบขึ้นมาเร็ว”
ดิฉันตะโกนกลับในทันทีว่า สองคน พี่ช่วยโทรเรียกรถยกให้หน่อย” ดิฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ต้องทำโดยด่วนในตอนนี้คือต้องเอารถออกมาจากน้ำ ดิฉันส่งสิ่งของที่อยู่บนหลังคาให้
พี่ผู้ชายจากนั้นเขาก็จับต้นกกเพื่อรั้งตัวเองมาดึงดิฉันจากหลังคารถ ทุกอย่างถูกลำเลียงขึ้นบกพร้อมนายมุ้ยที่ทำทุกอย่างให้ดิฉันปลอดภัย
ดิฉันยืนอยู่บนบกมองรถของตัวเองกำลังจมน้ำลงไปเรื่อยๆด้วยอาการร้อนวูบ พยายามเพ็งดูว่ามีตนเองนอนอยู่ในรถหรือไม่ ในตอนนั้นดิฉันหันมาหานายมุ้ยแล้วบอกกับมุ้ยว่า
“พี่ขอโทษ” นายมุ้ยบอกว่า “ไม่เป็นไรพี่เราไม่ตาย ไม่เป็นอะไรแล้วพี่” ความรู้สึกดีเกิดขึ้นในตอนนั้นทันที จึงหันไปยิ้มและถามกับนายมุ้ยว่า
“เฮ้ยมุ้ย..ดูดีดีสิวะพี่ยังอยู่ครบรึเปล่า” มุ้ยยิ้มออกเพราะรู้สึกผ่อนคลาย ...หลายอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว มีคนมาช่วยเหลือหลายคน ทั้งเอาถุงมาให้ใส่ของ หาน้ำดื่มมาให้
ที่น่าแปลกใจคือมีรถเฮี๊ยบขับผ่านมาช่วยจับและยกตัวขึ้นจากบ่อได้อย่างง่ายขึ้น รถกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุด้วยความเร็ว คุณลุงประจำรถสอบถามดิฉันว่า
มันเป็นไปได้อย่างไร? รอดมาได้อย่างไร? ดิฉันประเมินเหตุการณ์พร้อมความรู้สึกเสียวสันหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างปฏิหารย์
....ดิฉันขับรถผ่านช่องเสาไฟฟ้าสองต้นที่มีระยะห่างน้อยกว่าหน้ากว้างรถ ในขณะที่ดิฉันเห็นเสาไฟฟ้าต้นขวามืออยู่ต่อหน้านั้นเอง
รถก็พลิกรอดผ่านเสาทั้งสองต้นในท่าตระแครงผ่านพอดี รถม้วนอยู่บนแผ่นดินครึ่งรอบก่อนที่จะ
พุ่งลงบึงน้ำและไปหมุนอยู่ในน้ำอีกสองรอบครึ่ง... รถผ่านเสามาได้อย่างไร..?. ถนนเส้นนี้มีบึงน้ำอยู่ตรงนี้พอดี.....?
ถ้าไม่หมุนในน้ำไปหมุนบนแผ่นดินจะเกิดอะไร….? รถหันหัวกลับเข้ามาที่ฝั่งหาดงต้นกกช่วยให้ดึงตัวออกได้พอดี...?
ถ้ารถหยุดหมุนในลักษณะหงายท้องขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น....? รถพังทั้งคันแต่ดิฉันมีเพียงรอยฟกช้ำคล้ายแตะเก้าอี้เพียงแค่จุดเดียว…?
ในวันนั้นมีคุณลุงคนหนึ่งไว้หนวดเคราแต่งกายแบบคนธรรมดามายืนอยู่ตรงเสาต้นนั้นลุงบอกแก่ดิฉันว่า “บุญค้ำบุญชูนะลูก ทำบุญไว้เยอะๆมันทอนหนักเป็นเบา”
ดิฉันบอกแก่คุณลุงว่า “จริงๆลุงหนูยังงงๆอยู่ว่ารอดมาได้อย่างไร” ลุงบอกว่า “รู้ไหมลูกว่ามากันหลายองค์เลย” ดิฉันขนลุกกับคำพูดของคุณลุงแต่ไม่ได้พูดคุยกันนาน
เพราะเหตุการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย หันมามองหาคุณลุงอีกทีแกก็เดินไปขึ้นรถที่พาแกมออกตัวไปแล้ว ภายหลังจากการนั้นดิฉันเคลียภารกิจที่คั่งค้าง
จึงพาตัวเองไปถือศีลอยู่ที่วัดปัญญานันทาราม อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และขออุทิศกุศลที่ได้ปฏิบัติวิปัสสนานั้นมอบให้แด่
พระคเณศเทพผู้ที่ช่วยให้ดิฉันรอดชีวิตราวปฏิหาริย์.............................